เหตุเกิดพระบรมธาตุและการขุดพบครั้งแรกของโลก
การเกิดพระบรมธาตุเป็นเรื่องปาฏิหาริย์ ในพระไตรปิฎกรวมถึงตำราพระธาตุโบราณได้กล่าวถึงเหตุที่ทำให้เกิดพระบรมสารีริกธาตุว่า เป็นพุทธประสงค์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนที่จะเสด็จดับขันธปรินิพพาน ซึ่งจะแตกต่างกันไปในแต่ละพระองค์ โดยแบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ พระบรมธาตุของบางพระองค์จะประดิษฐานรวมกัน ณ ที่แห่งเดียว และสำหรับบางพระองค์ พระบรมธาตุจะกระจายไปประดิษฐานยังสถานที่ต่าง ๆ เช่น พระโคดมพุทธเจ้า (พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน) ท่านได้ทรงอธิษฐานให้พระบรมธาตุของพระองค์แตกกระจายไปในที่ต่างๆ เพื่อที่พุทธศาสนิกชนจะได้นำไปเคารพสักการะ และเพื่อเป็นพุทธานุสติและธัมมานุสติ
พระบรมธาตุของพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์จะประดิษฐานอยู่บนโลกมนุษย์ชั่วระยะเวลาหนึ่ง จนเมื่อพระพุทธศาสนาได้เสื่อมลง พระบรมธาตุก็จะอันตรธานไป จึงเรียกว่า “ธาตุอันตรธาน” ซึ่งหมายถึงพระบรมสารีริกธาตุได้หายไป ไม่ปรากฏให้เห็น แต่ไม่ได้หมายความว่าสูญสิ้นไปจากโลก ดังพระพุทธดำรัสที่ตรัสกับพระอานนท์ว่า “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นเห็นธรรม” เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้วผู้ประสงค์จะเห็นพระพุทธเจ้าขอให้อธิษฐานจิตบำเพ็ญทาน รักษาศีล เจริญภาวนากล่าวคำอธิษฐานขอให้พระบรมสารีริกธาตุเสด็จมา ณ ภาชนะหรือสถานที่เหมาะสมซึ่งจัดเตรียมเอาไว้ เมื่อทำความดีถึงขั้น พระบรมสารีริกธาตุก็จะเสด็จมาตามที่ปรารถนา
สำหรับการขุดพบพระบรมสารีริกธาตุครั้งแรกของโลกที่ได้ถูกบันทึกไว้ คือ ในปีพ.ศ.2439 นายวิลเลี่ยม แคลกซ์ตัน เปปเป (William Claxton Peppe) ชาวอังกฤษ ที่อาศัยในอินเดีย ได้ค้นพบสถูปโบราณซึ่งจมอยู่ใต้เนินดินในตำบลปิปราห์วะ (Piprahwa) ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของอำเภอบัสติ (ซึ่งเป็นที่ตั้งของกรุงกบิลพัสด์สมัยพุทธกาล)
จากการขุดสำรวจได้พบหีบศิลาขนาดใหญ่ ภายในมีผอบศิลา กับหม้อแก้วที่เต็มไปด้วยข้าวของ เพชร พลอย และเครื่องประดับต่างๆ มากมาย บนตัวผอบได้มีข้อความจารึกเป็นอักษรพราหม์ (Brahmi) เป็นข้อความที่แปลได้ว่า “ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้านี้ เป็นของตระกูลศากยราช ผู้มีเกียรติงาม กับพระภาดา พร้อมทั้งพระภคินี พระโอรส และพระชายา สร้างขึ้นอุทิศถวาย” นักโบราณคดีเชื่อว่าพระธาตุที่บรรจุอยู่ภายในผอบนี้ เป็นพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นหนึ่งในแปดส่วนที่เจ้าศากยะได้รับไปในคราวแบ่งพระบรมสารีริกธาตุหลังการถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระพุทธเจ้า การขุดพบครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นการค้นพบในประวัติศาสตร์ครั้งแรกของโลก
และในระหว่างนั้นพระชินวรวงศ์ หรือพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ที่ทรงผนวชเป็นพระภิกษุ ได้เดินทางไปยังอินเดียและทราบการขุดพบพระบรมสารีริกธาตุ และ
สนใจจะนำมาถวายในหลวงรัชกาลที่ 5 จึงได้เข้าไป
ขอแบ่งพระบรมธาตุ ซึ่งขณะนั้นผู้ดำรงตำแหน่งอุปราชครองประเทศอินเดีย คือ ท่านลอร์ดมารควิสเคอร์ชัน
(The Lord Curzon of Kedleston) ท่านเคยมาเมืองไทย และมีความคุ้นเคยกับรัชกาลที่ 5 และท่านลอร์ดเห็นควรมอบสมบัติอันล้ำค่านี้ให้แก่ชาวพุทธ รัฐบาลอินเดียจึงได้แจ้งความประสงค์ที่จะทูลเกล้าถวายพระบรมสารีริกธาตุ
ให้แก่รัชกาลที่ 5 โดยให้ฝ่ายไทยส่งผู้แทนเป็นคณะราชทูตไปรับ
โดยคณะราชทูตดังกล่าว คือ พระยาสุขุมนัยพินิจ (ปั้น สุขุม) ซึ่งเป็นข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลนครศรีธรรมราช พร้อมด้วยหลวงพินิจอักษรรวมคณะ 23 ท่านไปรับมอบที่เมืองโครัขปูร์ รัฐอุตตรประเทศ หลังจากนั้นคณะทูตไทยก็ได้เดินทางกลับมา และมอบพระบรมธาตุให้พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นนเรศวรฤทธิ เสนาบดีกระทรวงเมือง นำมาประดิษฐานที่พระสมุทรเจดีย์ ปากน้ำ ในระหว่างนั้นในหลวงรัชกาลที่ 5 ทรงพระประชวร จึงโปรดให้ พระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชา กรมขุนนครราชสีมา เป็นตัวแทนพระองค์นำพระบรมธาตุไปบรรจุที่บรมบรรพรต (ภูเขาทอง) ในวันอาทิตย์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ.2442 และทรงโปรดฯ ให้มีพิธีเฉลิมฉลองสมโภชพระบรมสารีริกธาตุ เป็นเวลา 7 วัน 7 คืน
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น